วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

ผัดวุ้นเส้น เมนูง่ายๆ ใครๆก็ทำทานได้

วันนี้ ninesonson จะมาบอกสูตร การทำ ผัดวุ้นเส้น เมนูง่ายๆ ใครๆก็ทำทานได้

ผัดวุ้นเส้น
ผัดวุ้นเส้น

ส่วนประกอบ (ต่อการผัด 1 จาน)


  1. วุ้นเส้น 150 กรัม
  2. เนื้อหมู 1 ขีด
  3. ไข่ไก่ 2 ฟอง
  4. หอมหัวใหญ่​ 1 ลูก (หั่นเต๋า) 
  5. มะเขือเทศ​ 1 ลูก (หั่นเต๋า) 
  6. คึ่นช่าย 2 ต้น
  7. น้ำปลา 1 ช้อนชา
  8. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาล 1 ช้อนชา
  10. เครื่องปรุงรส 1 ช้อนชา
  11. น้ำมันพืช 1 ถ้วยเล็ก

วิธีทำ

เทน้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย เอาหมูลงไปผัดให้สุก ใส่​หอมหัวใหญ่ลงไปผัด แล้วใส่ไข่ไก่ลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นใส่วุ้นเส้นลงไป ปรุงรสด้วย น้ำปลา​ น้ำตาล​ น้ำมันหอย​ และเครื่องปรุงรส​ ผัดให้เข้ากัน แล้วใส่มะเขือเทศ และคึ่นช่าย คนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นตักใส่จานพร้อมเสริ์ฟ... ทานกับข้าวสวยร้อนๆ​ เข้ากันมาก

แนะนำ สูตรอาหาร







วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

​งานนี้​มี​อ้วก! ขนส่งฯ เตรียมปรับการสอบใบขับขี่แบบใหม่​ อบรม​ 15​ ​ชม. ข้อเขียน​ต้องผ่าน​ 100% เต็ม

​งานนี้​มี​อ้วก! แน่ๆ... เพราะว่า​ กรมการขนส่งทางบก​ เตรียมปรับการสอบใบขับขี่แบบใหม่​ อบรม​ 15​ ​ชม. (จากเดิม​ 4​ ชม.) ส่วน​เรื่อง​ การสอบข้อเขียนนั้น​ ผู้สอบจะต้อง​ สอบผ่าน​ 100% เต็ม​ ถึงจะได้ใบขับขี่
วันที่​ 26 ก.ย.2559​ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แนะนำให้มีการปรับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ​ การ​ออกใบอนุญาตขับขี่​ของรถทุกประเภท​ เพื่อ​ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น คือ จากเดิม​ที่​มี​ กำหนดเกณฑ์​ การสอบข้อเขียน​ทั้งหมด​ 50​ ข้อ ผู้สอบจะต้อง สอบผ่านที่ 45 ข้อ หรือ 90% แต่! ต่อไปนี้​ ผู้​ที่จะ​ทำการสอบข้อเขียน จะต้องทำคะแนนการสอบเต็ม 50 ข้อ หรือ 100% เต็ม​ (ห้ามผิดแม้แต่ข้อเดียว) ​ จึง​จะ​ทำการ​ออกใบ​ขับขี่​ให้​
ข้อสอบ​ ที่​จะนำมาให้สอบนั้น จะเน้นหมวดสำคัญ​ที่สุด​ คือ​ ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย​ ในการขับขี่บนท้องถนน เพราะหากเน้นทุกหมวด​ อาจจะมองว่าข้อสอบมีความยากเกินไป และ​ ถ้าหากแนวคิดดังกล่าวนี้​ จะนำมาใช้จริง​ ทางด้านของเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ก็จะมีการนำตัวอย่างของข้อสอบ จำนวน 1,000 ข้อ มาโพสต์ลงที่เว็บไซต์​ ของ​ กรมการขนส่งทางบก​ ไว้​ เพื่อให้​ประชาชน​ทั่วไป​ ที่​ต้องการ​สอบใบอนุญาตขับขี่​ ได้​ทำการ​ศึกษา​ ก่อนที่จะทำการสอบจริง​
นอกจากนี้ จะมีการปรับระยะเวลาในการอบรม​ ก่อนทำการเข้าสอบข้อเขียน​ จากเดิม 4 ชั่วโมง เป็น 15 ชั่วโมง ซึ่งจะแบ่งเป็น​ การอบรมด้านวิชาการ 5 ชั่วโมง และ​ การอบรมภาคปฏิบัติ​อีก 10 ชั่วโมง โดยส่วนนี้​ คาดว่าจะมีการนำมาบังคับใช้​ ในปี พศ.2560 ที่จะ​ถึงนี้
สรุป​ ถ้าเป็นจริงตามนี้แล้วล่ะก็ ใครยังไม่มีใบขับขี่ เหลือเวลา​อีก​ 3​ เดือน​ ก่อนจะเปลี่ยน พศ. ใหม่​ รีบไปสอบใบขับขี่เอาไว้เลย ก่อนที่จะ​ต้องไปสอบฯ ในรูป​แบบใหม่ เพราะว่า​ งานนี้​มีสอบกันจน "อ้วก" แน่ๆ​ กว่าจะได้ใบขับขี่มาใช้
สอบใบขับขี่
ภาพจาก Checkraka.com

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

สูตร กุ้งทอดเครื่องแกงปักษ์ใต้

สูตร กุ้งทอดเครื่องแกงปักษ์ใต้

กุ้งทอดเครื่องแกงปักษ์ใต้
กุ้งทอดเครื่องแกงปักษ์ใต้ โดย G+ supattra chantho

ส่วนผสม

  • กุ้งขาว 2 ขีด (ตัวขนาดย่อมๆ ราคาประมาณขีดละ 15 บาท)
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • แป้งทอดกรอบ 3 ช้อนโต๊ะ
  • พริกแกงเผ็ดใต้ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลาอย่างดี


เครื่องแกงเผ็ด

  • พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด
  • พริกไทยดำ (เม็ด)  ¼ ช้อนชา
  • หอมแดงหั่นหยาบ 1 หัว
  • กระเทียมไทยแกะกลีบ (หัวใหญ่) 1 หัว
  • ตะไคร้ซอยบาง 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าหั่นบาง 2 ช้อนชา
  • ผิวมะกรูดหั่นหยาบ 1 ช้อนชา
  • ขมิ้นสดปอกเปลือกยาว 1.5 ซม.
  • กะปิใต้ ½ ช้อนโต๊ะ

"นำส่วนผสมทุกอย่างโขลกรวมกันให้ละเอียด ตามด้วยกะปิโขลกให้เข้ากัน"

วิธีทำ

  1.  ล้างกุ้งให้สะอาด ใช้กรรไกรตัดส่วนปลายหัวทิ้ง
  2. ผสมกุ้งกับเครื่องแกง ไข่ไก่ น้ำพริกแกง แป้งทอดกรอบ น้ำปลา ใบมะกรูดซอย และน้ำเย็นจัดเล็กน้อย  คนให้ส่วนผสมเข้ากัน (ระวังอย่าให้เหลว)
  3. นำส่วนผสมลงทอดด้วยไฟปานกลาง จนกรอบเหลือง จัดใส่จาน โรยด้วยใบมะกรูดทอดกรอบ  รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ 


 
ควรใส่น้ำปลาแต่น้อยก่อน แล้วตักส่วนผสมเล็กน้อยลงทอด ชิมรสชาติว่าเค็ม หรือ อ่อนเค็มเกินไปหรือไม่ แล้วค่อยปรุงรสเพิ่มตามความพอใจ

วิธีทำก็ง่ายๆเพียงแค่นี้ เราก็จะได้ กุ้งทอดเครื่องแกงปักษ์ใต้ กันแล้ว ทานกับข้าวสวยๆร้อน บอกได้คำเดียวว่า "ร่อยจังฮู้"

ขอบคุณภาพและข้อมูล : G+ supattra chantho

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559


สูตรเครื่องดื่ม ดีท็อก ล้างลำไส้ ทำง่ายๆ ไม่เปลืองเงิน


สูตรที่ 1 โยเกิร์ต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว

• นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย, นมสด รสจืด 100% 1 กล่อง, น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา และ น้ำมะนาวครึ่งลูก ผสมคนให้เข้ากัน
• จากนั้นให้ดื่มทันที ห้ามวางแช่ทิ้งไว้
• ถ้าดื่มก่อน 7 โมงเช้าจะดีมาก
• สูตรนี้ช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงาน เมื่อเราถ่ายคล่อง พุงก็ยุบตามไปด้วย

สูตรที่ 2 นมสด + กล้วยน้ำหว้า


• สูตรนี้ ใช้นมสด 2 กล่อง (รวมปริมาณประมาณ 500 มิลลิลิตร) กินพร้อมกับกล้วยน้ำหว้า 2 ผล หรือ จะเอาไปปั่นรวมกันแล้วดื่มก็ได้
• ดื่มตอนท้องว่างหลังตื่น ดื่มก่อน 6 โมงเช้าได้ยิ่งดี เพราะเราจะได้ถ่ายก่อน 7 โมงเช้า
• สูตรนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ถ่ายออกมา แนะนำให้ทำติดต่อกัน 3 วัน จะช่วยให้เราขับถ่ายเป็นเวลาด้วย

สูตรที่ 3 น้ำเปล่า + เม็ดแมงลัก


ดีท็อกลำไส้
น้ำเปล่าดีที่สุด

• เตรียมน้ำร้อน 1 แก้ว ใส่เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา รอ 30 นาทีให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่ก่อนแล้วค่อยดื่ม
• สูตรนี้แนะนำให้ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะมีใยอาหารสูง และ มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ จึงช่วยในการนำเอาอุจจาระ ที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ออกมาได้อย่างดีเลยทีเดียว ตื่นเช้ามาถ่ายคล่อง สบายพุง


สูตรที่ 4 น้ำเปล่า 1 ลิตร + มะนาว 2 ลูก + เกลือ 2 ช้อนชา


ดีท็อกลำไส้_1

• สูตรนี้คุณจะถ่ายแบบไม่เป็นเวลาเลยทีเดียว
• เตรียมน้ำเปล่า 1 ลิตร บีบน้ำมะนาว 2 ลูก แล้วตามด้วยเกลือ 2 ช้อนชา และเขย่าให้เข้ากัน
• พยายามดื่มให้หมดภายใน 10-20 นาที พอดื่มหมดขวดแล้วสักพักคุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำทันที
• สูตรนี้จะช่วยให้คุณถ่ายแบบหมดลำไส้จริงๆ เหมือนช่วยผลักของเก่าที่มีอยู่ออกมาจนหมด สบายพุงแน่นอน
• แต่สูตรนี้แนะนำให้ทำอาทิตย์ละครั้งพอ ทำทุกวันไม่ไหวจริง ๆ


สูตรที่ 5 ผักบุ้ง



• ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจได้เลย
• ชอบผักบุ้งจะนำเอาอุจจาระตกค้างออก

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้ว ก็ได้ทราบถึงเคล็ดลับในการทำสูตรเครื่องดื่ม ดีท็อก ล้างลำไส้กันไปแล้ว ซึ่งมีหลายสูตรให้คุณได้เลือกไปลองทำ เลือกสูตรที่คุณชอบได้เลย และทำตามวิธีการทำด้านบนที่สุดแสนจะทำง่าย รับรองว่าอุจจาระตกค้าง ในลำไส้ของคุณจะหายไป แถมทำแล้ว พุงยุบ ตัวเบาหวิวอีกด้วย

ที่มา : www.pageqq.com

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

เกี๊ยวกรอบราดหน้า​ เมนู​ข้า​ ใคร​อย่า​แตะ​

เกี๊ยวกรอบราดหน้า​ เมนู​ข้า​ ใคร​อย่า​แตะ​

เมื่อพูด​ถึง​ เมนู​อาหารจานด่วน​แล้วนั้น​ ราดหน้า​ น่าจะ​จัดอยู่​ในรายชื่อ​ อันดับ​ต้นๆเช่นกัน  และ​ คาดว่า​ คงมีีอีกหลายๆ​คน​ ที่ชอบทานอยู่เป็นประจำ​ รวมถึง​ตัวของผมด้วย​ ปกติ​ ราดหน้า​ โดยทั่วๆไป​แล้ว​ ก็จะมีทั้ง เส้นใหญ่​ เส้นหมี่​ และ​ หมี่กรอบ ซึ่งเราต่างก็ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่! วันนี้​ เราจะมาลองกันดูว่า
"เกี๊ยว​กรอบ​ราดหน้า" เมนู​ข้า​ ใคร​อย่า​แตะ​ นั้น​ จะ​อร่อย​ ถูกใจ​ หรือ​ไม่?

ส่วนประกอบ​ที่สำคั​ญ​

1. แผ่นเกี๊ยวทอดกรอบ

2. หมูหมัก​ (หมักด้วยแป้งมัน1ส่วน​ ซีอิ้วขาว1ส่วน​ น้ำตาล1ส่วน​ พริกไทยป่น1ส่วน​ และ​ น้ำซุป​ 5​ ส่วน​ นวดให้เข้ากันดีแล้ว​ ใส่ถุงพักไว้อย่างน้อย​ 3​ ช.ม.)

3. น้ำซุปกระดูกหมู​ หรือ​ กระดูกไก่​ ก็ได้เช่นกัน

4. คะน้า​ หรือ​ แครอท​ (แล้วแต่ชอบ​ หรือ​ จะใช้ทั้ง  2​ ชนิด​ก็ได้) หั่นเป็นแว่น​ แล้วผ่าครึ่ง

5. แป้งข้าวโพดละลายน้ำ

6. ซอสปรุงรส

7. ซีอิ้วขาว

8. น้ำตาลทราย

9. น้ำมันงานิดหน่อย​ (แล้วแต่ชอบ​ จะไม่ใส่ก็ได้)

หลังจาก​เตรียมส่วนผสมครบแล้ว เราก็มาเริ่มทำกันเลย

วิธีทำ​ (ต่อ​1​ จาน)

1. จัดเกี๊ยวที่ทอดแล้ว​ ใส่จานรอไว้ก่อน

2. ตั้งหม้อใส่น้ำซุปประมาณ​ 2​ ถ้วยตวง

3. ใส่เนื้อหมูตามลงไป​ รอให้เดือดคอยช้อนฟองออกเรื่อยๆ​ ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส​ 1​ ช้อนชา​ ซีอิ้วขาว​น้ำตาลทราย​ และ​ น้ำมันงา​ อย่างละครึ่งช้อนชา (น้ำมันงา​ ถ้าไม่มีไม่ใส่ก็ได้)  จากนั้น​ คนให้เข้ากัน​ พอเดือดใส่ผักทั้งหมดลงไป​ รอให้เดือดอีกครั้ง​

4. ใส่แป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป​ ใส่ให้พอเหนียวหนืดๆ​ ค่อยๆใส่​ เพราะถ้าใส่พรวดทีเดียว​ จะทำให้ แป้งจับตัวกันเป็นก้อน​ พอได้ที่ดีแล้ว​ ตักราดลงบนเกี๊ยวกรอบ​ และ​ โรยด้วยพริกไทยป่น​ เพียง​เท่านี้​ ก็​เป็นที่เรียบร้อย พร้อมทานได้ทันที

*หมายเหตุ​*

รีบทานตอนร้อนๆ​ จะอร่อยมาก​ (เพราะ​ถ้า​ปล่อย​ทิ้งไว้นาน​ จะ​ทำให้เกี๊ยวไม่กรอบ) ส่วนใครที่ชอบรสจัด​ ก็ปรุงรส​ได้​ ตามใจชอบเลยนะครับ

ขอบคุณ​ภาพ​ และ​ สูตรอาหาร​ จาก
G+ @eddmon new​

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

ยาหมดอายุดูยังไง เป็นอันตรายหรือไม่

ยาหมดอายุดูยังไง เป็นอันตรายหรือไม่

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีการดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นที่คาดว่าตัวยาสำคัญ​ ที่ใช้ในการรักษาโรค​ ของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนด​ ในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพ​ และ​ความปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่า​ ยาต่างๆ ที่ได้รับนั้น​ หมดอายุหรือยัง เนื่องจาก​ หากใช้ยาที่หมดอายุ​ หรือ​ เสื่อมคุณภาพลง นอกจากจะไม่มีผลในการรักษาแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

การสังเกตวันหมดอายุของยา​ เป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน​ ที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไป​ การกำหนดวันหมดอายุ​ จะขึ้นอยู่​กับ​ ประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี ส่วนยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยา​ อาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิต​ จะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท
ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และ​ วันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้​ จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณ​ บนแผงยา ด้านใต้กล่อง หรือ​ ด้านล่างฉลากของยานั้นๆ

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และ​ ปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ค.ศ.2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือ​ ยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือ​ นำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือ​ ครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี​ ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาล​ ก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้าน​ ไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้​ ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยา​ หรือ​ ซองที่ระบุวันที่ที่​ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือน​ ก็ให้ทิ้งไปไม่ควรนำใช้ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือ​ ก่อนกำหนดเวลา​ แต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือ​ ครีมแยกชั้นควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือ​ ยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือ​ ยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้​ ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการ​ แต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือ​ เป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัว​ หรือ​ ผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วย​ แต่อาการของผู้ป่วย จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วย​ แต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วย​ การแพ้ยาของแต่ละคน​ จะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว  เราไม่ควรทานยา ที่หมดอายุ หรือ​ เสื่อมสภาพ​ เพราะจะก่อให้เกิดอันตราย​ต่อตัวเราเองได้

ขอบคุณ​ภาพ​ และ​ ข้อมูลจาก : Clubคนรักสุขภาพ